หากมีบทสนทนาสาระว่าด้วยประวัติเพลงชาติไทยแล้วละก็ หัวข้อหนึ่งที่ต้องเข้ามาอยู่ในวงสนทนาก็คือ เพลงชาติไทยฉบับต้องห้าม เข้าทำนอง เรื่องไหนยิ่งบอกว่า “ห้าม” ยิ่งอยากรู้ อยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร ทำไมกลายเป็น “ฉบับต้องห้าม” แต่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นเพลงชาติไทยใช่หรือไม่ ไม่เช่นนั้นเรื่องราวคงไม่ตกทอดมาจนถึงรุ่นเรา

เนื้อหาเพลงชาติไทยฉบับต้องห้าม

แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง

ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตต์แดนสง่า

สืบชาติไทยดึกดำบรรพ์บุราณลงมา

ร่วมรักษาเอกราษฎร์ชนชาติไทย

บางสมัยศัตรูจู่มารบ

ไทยสมทบสวนทัพเข้าขับไล่

ตะลุยเลือดหมายมุ่งผดุงผะไท

สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา

 

อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย

น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า

เอกราษฎร์คือกระดูกที่เราบูชา

เราจะสามัคคีร่วมมีใจ

ยึดอำนาจกุมสิทธิ์อิสสระเสรี

ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้

เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินของไทย

สถาปนาสยามให้เทิดชัยไชโย

จากเนื้อหาเพลงชาติที่ยกมาข้างต้น หากเพลงนี้เกิดขึ้นในช่วงที่บ้านเมืองปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์เหมือนในอดีตก็คงไม่มีอะไรให้ตะขิดตะขวงใจ แต่ทว่า เพลงชาติไทยเพลงนี้ เกิดขึ้นมาผิดเวลาจึงทำให้เป็นปัญหา ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

จุดเริ่มต้นของเพลงชาติไทยฉบับต้องห้าม

ในปีพ.ศ. 2475 เป็นปีที่ประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเป็นระบอบที่พระมหากษัตริย์มีสิทธิ์เบ็ดเสร็จสมบูรณ์ มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย คือ ประชาชนเป็นใหญ่ในการปกครอง ก่อนหน้านั้น อำนาจอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ครบถ้วนสมบูรณ์ รวมถึงเพลงชาติกับเพลงสรรเสริญพระบารมีจึงเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ได้แยกออกต่างหาก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดูเหมือนคณะราษฎร์จะต้องการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้ครบวงจรคือลดทอนความสำคัญของพระมหากษัตริย์ลง จึงต้องการแยกเพลงชาติออกจากเพลงสรรเสริญพระบารมี มีการใช้เพลงชาติมหาชัยอยู่ระยะสั้นๆ แต่ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน

ความคิดเรื่องให้มีการแต่งเพลงชาติถูกเชื่อมโยงกับการเมือง ทำให้ไม่มีใครอยากแต่ง แม้แต่ พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) แต่ในภายหลังสถานการณ์บังคับให้ท่านเข้ามารับแต่งทำนองเพลงชาติให้ ซึ่งการทำครั้งนั้น ทำให้ท่านพลอยเสีชื่อเสียงถูกเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ เสนาบดีกระทรวงวัง ตำหนิอย่างรุนแรงในเรื่องนี้ และภายหลังถูกปลดออกจากทางราชการให้รับเบี้ยบำนาญในอัตราครึ่งของที่พึงจะได้  ลดเงินเดือนลงครึ่งหนึ่งแล้วให้รับราชการต่อไปในอัตราเงินเดือนใหม่

ในด้านคำร้อง ได้ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) เป็นผู้ประพันธ์ แม้เพลงนี้จะเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วไปก็ตาม แต่เพลงนี้ก็ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าเป็นเพลงชาติ เหมือนหน้าประวัติศาสตร์ที่หายไป ทิ้งนัยไว้คนรุ่นหลังติดตามและหาคำตอบว่า ทำไมช่วงเวลา ตั้งแต่พ.ศ.2475-2477 ที่กล่าวว่ามีเพลงชาติไทย 2 ฉบับ แต่ฉบับหนึ่งไม่ได้รับการกล่าวขวัญถึง ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนสืบหาสาเหตุต่อไป และพบว่า —

รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร์ สมัยที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2476 หน้า 503 มีการระบุชัดเจนว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการได้สั่งห้ามนักเรียนร้องเพลงชาติ เพราะมีคำว่า “ยึดอำนาจ” ในวรรคที่ 4 ก่อนจบเพลงนั่นเอง

จึงพอจะวิเคราะห์ได้ว่า คำๆ เดียวที่เป็นเหตุทำให้เพลงชาติฉบับนี้ถูก “ต้องห้าม” โดยรัฐบาลก็เนื่องจาก มีถ้อยคำประหนึ่งว่าเป็นการได้มาซึ่งอำนาจโดยมิชอบ เหมือนจะเปรียบกระทบถึงการกระทำของกลุ่มโค่นพระราชอำนาจนั่นเอง

โดยสรุปคือ เพลงชาติฉบับนี้  แม้เนื้อหาดี เป็นที่นิยมของชนส่วนใหญ่ แต่เมื่อผู้มีอำนาจในขณะนั้นไม่ยินดีด้วยแล้ว ก็ไม่อาจใช้เป็นเพลงชาติได้นาน ต้องถูกเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ เหลือเพียงเพียงจารึกไว้ในประวัติศาสตร์แบบเลือนๆ ว่า ครั้งหนึ่งเราเคยมีเพลงชาติไทยฉบับหนึ่ง แต่งขึ้นในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเป็นเพลงชาติฉบับต้องห้ามเพราะคำๆ เดียวคือ “ยึดอำนาจ” นั่นเองทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงชาติไทยฉบับต้องหามไปโดยปริยาย

บทความลิขสิทธิ์โดย เพลงชาติ.com ครบเครื่องเรื่อง “เพลงชาติไทย”