ธงชาติและเพลงชาติไทย เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เพื่อความภูมิใจในเอกราชและความเสียสละของบรรพบุรุษไทย โปรดยืนตรงเพื่อเคารพธงชาติ…

น้ำเสียงเข้มแข็งหนักแน่นยามประกาศให้คนไทยทุกคนพร้อมใจกันเคารพธงชาติทุกเช้าเย็น เราได้ยินจนคุ้นหู และต่อด้วยเพลงชาติไทยที่มีเนื้อร้อง ทำนอง ที่ทำให้ใจของคนไทยรู้สึกฮึกเหิม ตลอดจนภาคภูมิใจในความเป็นไทยที่เป็นประเทศที่มีเอกราชมาช้านาน

“ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน ฯ”

โดยเฉพาะในยามที่เพลงชาติไทยกระหึ่มในสนามกีฬานานาชาติทุกประเภท ทั้งยามเริ่มแข่งขันหรือยามที่ได้รับชัยชนะ เพลงชาติที่เปิดยามนั้นคือความภาคภูมิใจว่านี่แหละคือคนไทย นักสู้ผู้รักสงบ
ตั้งแต่เกิดมาและเริ่มหัดร้องเพลงชาติ พวกเราก็ร้องเพลงชาติเพลงนี้มาตั้งแต่ต้น จนไม่เคยนึกเอะใจเลยว่า แท้จริงแล้ว เพลงชาติไทยเพลงนี้ เราไม่ได้เริ่มใช้ตั้งแต่มีเพลงชาติเป็นครั้งแรก วันนี้ เรามาทำความรู้จักเพลงชาติไทยกันเถอะ

ตามประวัติศาสตร์เพลงชาติไทยพบว่า เพลงชาติไทยที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้นั้น คนไทยเริ่มใช้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2482 นับมาจนถึงปัจจุบันปี พ.ศ. 2559 ก็ยังไม่ถึง 100 ปี ทั้งที่ประเทศไทยเรามีประวัติศาสตร์อันยาวนาน นั่นแสดงว่า ก่อนหน้านั้น คนไทยใช้เพลงชาติที่เป็นแบบอื่น หรืออาจเป็นไปได้ว่า ก่อนปี พ.ศ.2482 ประเทศไทยไม่เคยมีเพลงชาติมาก่อน
ความเป็นมาของเพลงชาติไทยจึงเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนควรได้รู้

เพลงชาติไทยฉบับแรก

เพลงชาติไทยได้ถือกำเนิดครั้งแรกในปี 2414 โดยประวัติความเป็นมาได้ถูกบันทึกไว้ว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากชาติตะวันตก ตอนนั้นเป็นปี พ.ศ. 2395 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ครั้งนั้น มีทหารชาวอังกฤษ 2 คน คือ ร้อยเอก อิมเปย์ และ ร้อยเอก น๊อกซ์ (Impey and Thomas G.Knox) ได้เข้ามาในประเทศไทย มารับหน้าที่เป็นครูฝึกทหารในวังทั้งวังหลวงและวังหน้าของไทย พวกเขาได้ใช้เพลง God Save the Queen สำหรับทหารแตร ซึ่งเพลงนี้เป็นทั้งเพลงชาติและเพลงที่ใช้สำหรับถวายพระเกียรติพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ

ตามหลักฐานสำคัญที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ Siam Recorder บอกว่า เมื่อนำมาใช้ในประเทศไทยก็ได้มีการประพันธ์เนื้อร้องใหม่เป็นภาษาอังกฤษเพื่อถวายพระเกียรติรัชกาลที่ 5 ตรงนี้คงไม่งงกันนะครับ คือนายทหารอังกฤษทั้งคู่เข้ามารับราชการตั้งแต่รัชกาลที่ 4 แต่เพลงนี้ถูกแต่งเนื้อร้องใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งขึ้นครองราชย์เมื่อปี 2411 สรุปว่า เพลง God Save the Queen ถูกใช้ทั้งในกองทหารและใช้เป็นสัญญลักษณ์ในการแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2395-2414 ทีเดียว

พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)
พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ผู้แต่งเพลงชาติไทยฉบับแรก

ในเวลาต่อมา พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ได้อาศัยทำนองเพลงดังกล่าวมาแต่งเนื้อร้องเป็นภาษาไทย ใช้ชื่อว่า “จอมราชจงเจริญ” ซึ่งนับว่าเป็นเพลงชาติไทยฉบับแรก (ยุคนั้นยังเรียกประเทศสยาม ) เนื้อหาเพลง “จอมราชจงเจริญ” มีดังนี้

ความ สุขสมบัติทั้ง บริวาร
เจริญ พละปฏิภาณ ผ่องแผ้ว
จง ยืนพระชนมาน นับรอบ ร้อยแฮ
มี พระเกียรติเพริศแพร้ว เล่ห์เพี้ยงจันทร

ลักษณะคำประพันธ์อาศัยแบบอย่างจากโคลงสี่สุภาพดังที่เขียนให้เห็นข้างต้น และแม้ว่าเพลงชาติที่มีเนื้อร้องไทยนี้จะนับเป็นเพลงชาติไทยฉบับแรก แต่ดูเหมือนว่า เพลงที่มีเนื้อร้องเป็นภาษาไทยจะไม่แพร่หลายเป็นที่รู้จักของนานาประเทศเท่ากับเพลง God Save the Queen เพราะเหตุนี้จึงเป็นที่มาของเพลงชาติไทยฉบับที่ 2

เพลงชาติไทยฉบับที่ 2

ในปีพ.ศ. 2414 ซึ่งยังอยู่ในรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ครั้งนั้นพระองค์เสด็จประพาสสิงคโปร์และเกาะชวา ขณะที่ประทับอยู่ที่สิงคโปร์ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเพียงเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ทหารที่บรรเลงเพลงต้อนรับจึงใช้เพลง God Save the Queen บรรเลงเป็นการถวายพระเกียรติ

เมื่อเสด็จสู่เมืองปัตตาเวีย เกาะชวาซึ่งเป็นอาณานิคมของฮอลันดา (ปัจจุบันคือประเทศเนเธอแลนด์) ทหารได้กราบทูลถามถึงเพลงที่ใช้บรรเลงถวายพระเกียรติ พระองค์รับสั่งให้ใช้เพลง God Save the Queen ครั้งนั้นคำตอบของพระเจ้าอยู่หัวของไทยได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ทูลถามจนต้องกราบทูลถามซ้ำว่า สยามไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพราะเหตุใดจึงใช้เพลง God Save the Queen ในการถวายพระเกียรติรับเสด็จ จากเหตุการณ์ครั้งนั้นเองเป็นเหตุให้ทรงยกเลิกการใช้เพลง God Save the Queen เป็นเพลงถวายพระเกียรติ และมีดำริว่า ประเทศไทยควรมีเพลงชาติที่แสดงเอกลักษณ์ของชาติไทยได้แล้ว

เมื่อเสด็จนิวัติ กลับถึงประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้แต่งตั้งคณะครูดนตรีไทยขึ้นเพื่อหารือเรื่องเพลงชาติไทย ซึ่งผลการปรึกษาได้บทสรุปลงตัวที่เพลงทรงพระสุบิน หรือที่คนไทยรู้จักกันทุกวันนี้คือ บุหลันลอยเลื่อน ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๒ โดยได้ทำนองเพลงดังกล่าวมาเรียบเรียงใหม่ให้มีความเป็นสากลมากขึ้น เป็นการเรียบเรียงโดยชาวตะวันตกคือ นายเฮวุดเซน (Heutsen) และได้ใช้เพลงนี้ในระหว่างปี พ.ศ. 2514-2431 นี้คือความเป็นมาของเพลงชาติไทยฉบับที่ 2 ซึ่งจากข้อมูลนี้ทำให้เข้าใจว่า เพลงชาติฉบับนี้เป็นดนตรีบรรเลงเท่านั้น ไม่มีเนื้อร้อง

เพลงชาติไทยฉบับที่ 3

จากเพลงชาติไทยฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 นั้นจะเห็นได้ว่า ในยุคแรกๆ เพลงชาติและเพลงที่ใช้ถวายพระเกียรติต้อนรับเสด็จองค์พระมหากษัตริย์นั้น ใช้เพลงเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่แปลกเลยเมื่อศึกษาความเป็นมาของเพลงชาติฉบับที่ 3 แล้วพบว่า เพลงชาติไทยฉบับนี้ยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้ แต่ใช้ในฐานะเป็น “เพลงสรรเสริญพระบารมี” ตามประวัติแล้ว เพลงสรรเสริญพระบารมีนี้ ประพันธ์โดย ปโยตร์ สชูโรฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) จากชื่อก็คงทราบกันว่า ผู้ประพันธ์ท่านนี้เป็นชาวรัสเซีย และเป็นเพลงผู้ให้ทำนอง ส่วนคำร้องนั้น เป็นพระนิพนธ์ของ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เพลงชาติไทยฉบับที่ 3 นี้ ใช้บรรเลงในช่วงปีพ.ศ. 2431 ถึงปีพ.ศ. 2475

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ให้คำร้องแก่เพลงชาติไทยฉบับที่ 3

เพลงชาติไทยฉบับที่ 4

ในปีพ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ได้อาศัยทำนองเพลงมหาชัยแล้วประพันธ์เนื้อร้องขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ขับร้องและบรรเลงปลุกใจประชาชนให้เกิดความรักและสามัคคีกันในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และใช้เพลงนี้เป็นเพลงชาติ ซึ่งเรียกกันว่า “เพลงชาติมหาชัย” ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

สยามอยู่คู่ฟ้าอย่าสงสัย เพราะชาติไทยเป็นไทยไปทุกเมื่อ
ชาวสยามนำสยามเหมือนนำเรือ ผ่านแก่งเกาะเพราะเพื่อชาติพ้นภัย
เราร่วมใจร่วมรักสมัครหนุน วางธรรมนูญสถาปนาพาราใหม่
ยกสยามยิ่งยงธำรงชัย ให้คงไทยตราบสิ้นดินฟ้า

อนึ่ง เนื่องจากเห็นว่า ผู้ประพันธ์ใช้วิธีประพันธ์เนื้อร้องโดยอาศัยฉันทลักษณ์กลอนสุภาพ พี่เพลงชาติจึงได้เขียนด้วยรูปแบบกลอนเพื่อให้เห็นคำสัมผัสชัดเจนและเรียนรู้รูปแบบคำประพันธ์ไทยไปในตัว

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ผู้ประพันธ์เพลงชาติไทยฉบับที่ 4

 

เพลงชาติไทยฉบับที่ 5

พัฒนาการของเพลงชาติไทยยังมีอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปีเดียวกัน คือปีพ.ศ. 2475 ได้มีดำริจะให้มีเพลงชาติแบบสากล จึงได้มีการมอบหมายให้ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) แต่งคำร้อง และให้ทำนองโดยพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) เพลงชาติฉบับนี้จึงเรียกว่า เพลงชาติฉบับพระเจนดุริยางค์ ใช้ในช่วงปีพ.ศ. 2475-2477

พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร)
เพลงชาติไทยฉบับที่ 5 นั้นถูกขนานว่าเป็นเพลงชาติไทยฉบับพระเจนดุริยางค์

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ คือในปี พ.ศ. 2477 คณะรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่งขึ้นมาเพื่อพิจารณาคัดเลือกเพลงชาติฉบับใหม่ โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เป็นประธาน และมีกรรมการอีกหลายท่าน คือ พระเรี่ยมวิรัชพากย์, พระเจนดุริยางค์, หลวงชำนาญนิติเกษตร,จางวางทั่ว พาทยโกศล และนายมนตรี ตราโมท ร่วมทำหน้าที่พิจารณาด้วย ผลการตัดสินปรากฏว่า เพลงที่ได้รับคัดเลือกคือ เพลงชาติฉบับที่ประพันธ์โดย จางวางทั่ว พาทยโกศล

เพื่อไม่ให้สงสัยว่า คำว่า “จางวาง” หมายถึงอะไร จึงขออธิบายเพิ่มเติมไว้ ณ ที่นี้ว่า จางวาง เป็น ตำแหน่งยศข้าราชการชั้นสูงในกรมมหาดเล็ก,ตำแหน่งผู้กำกับการ,ตำแหน่งหัวหน้าข้ารับใช้ของเจ้านายชั้นบรมวงศ์หรือทรงกรม นั่นเอง

สำหรับเพลงชาติฉบับนี้ ซึ่งต่อมาเรียกว่า เพลงชาติ “แบบไทย” นั้น ผู้แต่งดัดแปลงทำนองมาจากเพลงหน้าพาทย์สำคัญของไทยที่มีชื่อว่าเพลง “ตระนิมิตร” ให้สามารถบรรเลงเป็นทางสากลได้ ซึ่งเพลง ดังกล่าวถือว่าเป็นเพลงครู ซึ่งนักดนตรีจะใช้บรรเลงในพิธีสำคัญต่างๆ เช่น งานไหว้ครู เพื่อเป็นการอัญเชิญครูบาอาจารย์และเทวดาทั้งหลายให้มาร่วมประชุมกันเพื่อความเป็นสิริมงคล ดังนั้น โดยนัยแห่งเพลงจึงมีความหมายอันควรแก่การเคารพนับถือ เป็นสิริมงคล จึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นเพลงชาติไทย

เพลงชาติฉบับนี้ได้ใช้เป็นเพลงบรรเลงออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงของกรมโฆษณาการอย่างเป็นทางการอยู่ระยะหนึ่ง ส่วนเพลงชาติในแบบสากลฉบับของพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยะกร) นั้นก็ยังคงนำมาใช้บรรเลงอยู่ด้วยในหลายๆโอกาสเช่นกัน จึงอาจกล่าวได้ว่า ในยุคนั้น ประเทศไทยเรามีเพลงชาติไทยถึง 2 แบบ 2 ทำนอง ต่อมาภายหลังคณะกรรมการชุดเดียวกันนี้ได้มีการพิจารณาว่าให้ใช้เพลงชาติเพียงเพลงเดียวคือให้ยกเลิกเพลงชาติ “แบบไทย”และเลือกเพลงชาติตาม “แบบสากล” ให้คงไว้ใช้ต่อไป
เนื้อหาของเพลงชาติในยุคนี้ จึงมี ๒ บท ดังนี้

แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตต์แดนสง่า
สืบชาติไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา ร่วมรักษาเอกราชชนชาติไทย
บางสมัยศัตรูจู่มารบ ไทยสมทบสวนทัพเข้าขับไล่ ตลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท
สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา
อันดินสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราชคือกระดูกที่เราบูชา เราจะสามัคคีร่วมมีใจ ยึดอำนาจกุมสิทธิ์อิสระเสรี ใครย่ำยี
เราจะไม่ละให้ เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินของไทย สถาปนาสยามให้เชิดชัย ชโย

เพลงชาติไทยฉบับที่ 6

หลังจากสรุปทำนองเพลงชาติไทยได้ลงตัวแล้วว่าใช้ทำนองสากล คณะกรรมการได้จัดให้มีการประกวดแต่งเนื้อร้องใหม่ สุดท้ายเลือกบทร้องของนายฉันท์ ขำวิไลและบทร้องของขุนวิจิตรมาตรา เพลงชาติฉบับที่ 6 จึงเป็นฉบับที่ใช้ทำนองเพลงของพระเจนดุริยางค์ ส่วนคำร้องได้นำคำร้องชนะการประกวดของนายฉันท์ ขำวิไลมาต่อเข้ากับคำร้องของขุนวิจิตรมาตรา ทำให้เป็นเพลงชาติที่มีเนื้อหายาวมาก ดังนี้

“แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า
สืบเผ่าไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา รวมรักษาสามัคคีทวีไทย
บางสมัยศัตรูจู่โจมตี ไทยพลีชีวิตร่วมรวมรุกไล่
เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท สยามสมัยโบราณรอดตลอดมา
อันดินสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราชคือเจดีย์ที่เราบูชา เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย สถาปนาสยามให้เทอดไทยไชโย

เหล่าเราทั้งหลายขอน้อมกายถวายชีวิต รักษาสิทธิ์อิสระ ณ แดนสยาม
ที่พ่อแม่สู้ยอมม้วยด้วยพยายาม ปราบเสี้ยนหนามให้พินาศสืบชาติมา
ถึงแม้ไทย ไทยด้อยจนย่อยยับ ยังกู้กลับคงคืนได้ชื่นหน้า
ควรแก่นามงามสุดอยุธยา นั้นมิใช่ว่า จะขัดสนหมดคนดี
เหล่าเราทั้งหลายเลือดและเนื้อเชื้อชาติไทย มิให้ใครเข้าเหยียบย่ำขยำขยี้
ประคับประคองป้องสิทธิ์อิสรเสรี เมื่อภัยมีช่วยกันจนวันตาย
จะสิ้นชีพไว้ชื่อให้ลือลั่น ว่าไทยมันรักชาติไม่ขาดสาย
มีไมตรีดียิ่งทั้งหญิงชาย สยามมิวายผู้มุ่งหมายเชิดชัยไชโย …ฯลฯ”

เพลงชาติฉบับนี้ นับเป็นเพลงชาติฉบับทางราชการฉบับแรก และด้วยเหตุที่มีเนื้อหายาวดังปรากฏข้างต้นแล้ว จึงทำให้ในช่วงหนึ่งได้มีการแบ่งการร้องเป็น 2 ช่วงคือ เช้าและเย็น ช่วงละ 2 บท ต่อมาตัดตอนเหลือเฉพาะเพลงบรรเลงเท่านั้น เพลงชาติฉบับนี้ ใช้ในปีพ.ศ.2477-2482

เพลงชาติไทยฉบับที่ 7

ต่อมาในปีพ.ศ. 2482 รัฐบาลเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามมาเป็นประเทศไทย ทำให้มีการแก้ไขเนื้อร้องเพลงชาติใหม่อีกครั้งโดยกำหนดให้แต่งให้เข้ากับทำนองเดิมของพระเจนดุริยางค์ที่ใช้อยู่ ที่สุดแล้วคณะรัฐมนตรีมีวินิจฉัยให้ใช้เนื้อร้องที่ประพันธ์โดย นายพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) โดยมีการแก้ไขบ้างตามความเหมาะสม ก่อนประกาศใช้เป็นเพลงชาติไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2482 และยังคงใช้เนื้อร้องเพลงชาติไทยฉบับนี้จนถึงปัจจุบัน คือ

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
เถลิงประเทศชาติไทยทวีมีชัยชโย …ฯลฯ

หลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์)
หลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) เจ้าของเนื้อร้องเพลงชาติไทยในปัจจุบัน

คงจะเห็นกันได้ว่า กว่าจะได้เป็นเพลงชาติไทยที่สมบูรณ์ แสดงให้เห็นความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน ปลุกให้คนในชาติมีความฮึกเหิมและภาคภูมิใจในความเป็นไทยได้ในทุกวันนี้นั้น ต้องผ่านการคัดสรรและเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่าถึง 7 ฉบับด้วยกัน ซึ่งเพลงชาติไทยฉบับที่ 7 นี้ได้ใช้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกเป็นเวลานานเกือบ 100 ปีแล้ว ดังนั้น คนไทยจึงควรภาคภูมิใจทุกครั้งที่เสียงเพลงชาติไทยดังขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเวลาเช้าและเย็นของทุกวัน หรือยามที่ดังกระหึ่มในสนามกีฬานานาชาติเพื่อประกาศความเป็นไทยที่ไม่ได้ด้อยกว่าใครในสากล

บทความลิขสิทธิ์โดย เพลงชาติ.com ครบเครื่องเรื่อง “เพลงชาติไทย”